ทำ affidavit ให้ถูกต้องในคดีอาญาไทย เริ่มจากจุดที่มักผิด
affidavit คืออะไร และคนไทยมักเข้าใจผิดตรงไหน
ในระบบกฎหมายคอมมอนลอว์อย่างสหรัฐอเมริกาหรือออสเตรเลีย คำว่า affidavit หมายถึงคำให้การที่เป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งผู้ให้ถ้อยคำสาบานหรือปฏิญาณตนต่อหน้าผู้มีอำนาจรับรอง เช่น ทนายความหรือเจ้าพนักงานศาล เอกสารชนิดนี้ใช้ยืนยันข้อเท็จจริงแทนการไปให้การด้วยตัวเองในบางขั้นตอน แต่ระบบกฎหมายไทยไม่มีเอกสารที่เรียกว่า affidavit ในความหมายเดียวกันทุกประการ สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดคือบันทึกคำให้การที่พนักงานสอบสวนจัดทำขึ้น หรือคำรับรองที่ต้องมีพยานลงชื่อรับรอง
ความสับสนนี้ทำให้เกิดปัญหาจริงในทางปฏิบัติ หลายคนที่เคยทำงานหรือเรียนต่อต่างประเทศคุ้นกับคำว่า affidavit แล้วพยายามนำเอกสารที่ทำเองไปใช้กับหน่วยงานไทย เช่น นำไปยื่นต่อสถานีตำรวจเพื่อ "ยืนยัน" ข้อเท็จจริงในคดี หรือส่งให้ศาลพร้อมคำแปล แต่เอกสารที่ไม่มีผู้มีอำนาจตามกฎหมายรับรองและไม่มีพยานยืนยันตัวตนมีน้ำหนักน้อยมาก จนอาจถือเป็นเพียงกระดาษแผ่นหนึ่ง
อีกจุดที่คนมักถามคือความหมายของคำว่า affidavit แปลว่าอะไร คำตอบแบบสั้นคือ "ถ้อยคำที่สาบานตนแล้วว่าจริง" แต่ในบริบทไทย สิ่งที่มีผลทางกฎหมายจริงคือคำให้การที่บันทึกโดยเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่ใช่เอกสารที่คู่กรณีพิมพ์เอง
ความผิดฐานแจ้งความเท็จ และความเสี่ยงที่หลายคนมองข้าม
เมื่อใดก็ตามที่ถ้อยคำถูกทำให้เป็นทางการและลงลายมือชื่อรับรอง ผู้ให้ถ้อยคำต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เขียนไว้ หากนำข้อความเท็จไปยื่นต่อพนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงาน ความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญาโทษสูงถึงจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าเป็นการใส่ร้ายผู้อื่นว่ากระทำความผิดอาญา ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จอาจมีโทษหนักขึ้นอีก
ยกตัวอย่างที่เกิดจริงบ่อยในกรุงเทพฯ คู่กรณีในคดีทะเลาะวิวาทที่ไม่มีพยานบุคคล พยายามทำเอกสารคำรับรองเองโดยให้ญาติลงชื่อเป็นพยาน แล้วนำไปประกอบการแจ้งความว่าเป็นผู้ถูกทำร้ายก่อน ต่อมาพนักงานสอบสวนตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่าเหตุการณ์กลับกัน ผู้ที่ทำเอกสารนั้นจึงกลายเป็นผู้ถูกดำเนินคดีฐานแจ้งความเท็จเพิ่มอีกกระทง ทั้งที่คดีเดิมยังไม่จบ
สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนลงลายมือชื่อในเอกสารใด ๆ
อ่านทุกบรรทัดก่อนเซ็น อย่าเชื่อคำอธิบายปากเปล่าว่าเป็น "แค่แบบฟอร์ม" ถ้าข้อความระบุว่าข้อเท็จจริงตามที่กล่าวมาเป็นความจริงทั้งสิ้น ให้ถามตัวเองว่าพร้อมพิสูจน์ทุกข้อนั้นในศาลหรือไม่ และถามหาสำเนาเอกสารไว้ทุกครั้ง เพราะสิ่งที่ลงลายมือชื่อไปแล้วย้อนกลับแก้ไม่ได้ง่าย
บทบาททนายความในคดีอาญา และเรื่องค่าตัวที่ควรรู้
ในคดีอาญา ผู้ต้องหามีสิทธิมีทนายความตั้งแต่ชั้นสอบสวน ทนายความที่ดีจะไม่ปล่อยให้ลูกความเซ็นเอกสารใด ๆ ก่อนได้อ่านและซักถามข้อเท็จจริงทั้งหมด งานที่ดูเล็กน้อยอย่างการอธิบายความหมายของถ้อยคำในเอกสารรับรองอาจเปลี่ยนทิศทางของคดีได้ทั้งคดี
เรื่องค่าตัวเป็นสิ่งที่คนไทยถามมากที่สุด ในคดีอาญาทั่วไปที่ไม่ซับซ้อน เช่น คดีทำร้ายร่างกายหรือคดียาเสพติดปริมาณเล็กน้อย ค่าจ้างทนายความมักอยู่ในช่วง 20,000 ถึง 80,000 บาทต่อคดี ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่ต้องไปศาลและระยะเวลาดำเนินคดี คดีที่มีผู้ต้องหาหลายคนหรือต้องต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์อาจสูงถึงหลักแสน ควรตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรว่าค่าจ้างครอบคลุมถึงขั้นใดบ้าง รวมถึงค่าเดินทางและค่าถ่ายเอกสาร
หลายคนค้นหาคำว่า criminal defense attorney พร้อมชื่อเมืองต่างประเทศ เช่น criminal defense attorney in Shalimar หรือทนายความคดีอาญาใน Delaware County แล้วพบว่าบริการเหล่านั้นใช้กับคดีในไทยไม่ได้เลย เพราะเขตอำนาจศาล วิธีพิจารณาความ และภาษาที่ใช้ต่างกันทั้งหมด สิ่งที่ควรทำคือหาทนายที่licensed ในประเทศไทยและมีประสบการณ์กับศาลที่จะฟ้องจริง
คดีที่คนไทยค้นหาคำตอบมาก: กฎหมายคุ้มครองเด็กและ cyberbullying
ประเด็นที่เชื่อมโยงกับถ้อยคำรับรองบ่อยที่สุดคือคดีเกี่ยวกับเด็ก ทั้งคดีความรุนแรงในครอบครัวและคดีกลั่นแกล้งกันทางออนไลน์ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 กำหนดหน้าที่ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูในการไม่กระทำหรือยอมให้มีการกระทำอันเป็นการทารุณกรรมต่อเด็ก หากเกิดเหตุ หน่วยงานอย่างบ้านพักเด็กและครอบครัวหรือสายด่วน 1300 จะเข้ามาดูแล และการให้ถ้อยคำในขั้นตอนนี้ต้องทำโดยละเอียดและรอบคอบ เพราะถ้อยคำจะถูกนำไปใช้ต่อในชั้นศาลเยาวชนและครอบครัว
ส่วน cyberbullying and the law ในบริบทไทย ครอบคลุมทั้งความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโพสต์ ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และอาจเข้าข่ายความผิดฐานคุกคามทางเพศ หากผู้ถูกกลั่นแกล้งเป็นเด็ก การแจ้งความต้องแนบหลักฐาน เช่น ภาพหน้าจอที่แสดงวันเวลาและบัญชีผู้โพสต์ ถ้าจะทำเป็นคำรับรองประกอบ ต้องระบุเฉพาะสิ่งที่เห็นและพิสูจน์ได้จริง
ข้อควรระวังคือ อย่าเขียนคำรับรองแบบเหมารวมว่าผู้ถูกกล่าวหา "เป็นคนแบบนั้น" เพราะเป็นความเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง และอาจทำให้เอกสารทั้งฉบับเสื่อมความน่าเชื่อถือ
จุดที่ควรถามก่อนจ้างใครสักคนมาช่วยเรื่องเอกสาร
ก่อนมอบหมายให้ใครจัดทำเอกสารทางกฎหมายแทน ถามตรง ๆ ว่าผู้จัดทำมีใบอนุญาตว่าความหรือไม่ เอกสารที่จะทำจะถูกใช้ในขั้นตอนใดของกระบวนการ และใครจะเป็นผู้รับรองถ้อยคำ ขอตัวอย่างเอกสารที่เคยใช้จริงในศาลไทยดู ไม่ใช่模板จากต่างประเทศ และตรวจสอบว่าค่าบริการคิดตามชั่วโมงหรือเหมาจ่าย เพราะงานเอกสารเพียงไม่กี่หน้าอาจใช้เวลาไม่นาน แต่ถ้าคิดรายชั่วโมงโดยไม่กำหนดเพดาน ค่าใช้จ่ายอาจบานปลายเกินคาด
สุดท้าย เก็บสำเนาเอกสารทุกฉบับที่ลงลายมือชื่อไว้กับตัว และบันทึกวันที่ เวลา และชื่อผู้รับเอกสารไว้ด้วย รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้คือสิ่งที่ช่วยปกป้องเจ้าของลายมือชื่อได้จริงเมื่อเรื่องไปถึงชั้นสอบสวนหรือชั้นศาล
