ตรวจให้ชัดก่อนจ้าง ทนายความต่างชาติกับกฎหมายคนเข้าเมือง
ทำไมคดีคนเข้าเมืองจึงต่างจากคดีแพ่งทั่วไป
ชาวต่างชาติที่อยู่ระหว่างขอใบอนุญาตทำงาน ต่อวีซ่า หรือเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องอยู่เกินกำหนด มักคิดว่าหาทนายคนไหนก็ได้มาช่วย แต่คดีคนเข้าเมืองในไทยอยู่ใต้พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ออกมาแก้ไขเป็นระยะ กติกาเปลี่ยนบ่อยและตีความแคบกว่าที่คนนอกคิด การยื่นเอกสารผิดแบบครั้งเดียวอาจทำให้ต้องออกนอกประเทศและเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด
ข้อแตกต่างสำคัญคืออำนาจของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมีมากและใช้ดุลพินิจสูง ทนายที่ดีจึงไม่ใช่คนที่พูดเก่งในศาลเท่านั้น แต่ต้องรู้ว่ากรณีไหนควรเจรจากับด่านตรวจก่อนคดีถึงชั้นพิจารณา และรู้ว่าการยื่นคำร้องแต่ละแบบมีกำหนดเวลาตายตัว เช่น การขอขยายระยะเวลาพำนักต้องยื่นก่อนวีซ่าหมดอายุ ไม่ใช่หลังหมดแล้วมาขอผ่อนผัน
ในกรุงเทพฯ หลายคดีเริ่มจากการถูกปฏิเสธที่ด่านสนามบินโดยไม่มีการแจ้งเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร ผู้ถือวีซ่าท่องเที่ยวที่ทำงานออนไลน์ให้บริษัทต่างประเทศมักถูกซักถามเรื่องวัตถุประสงค์การเดินทาง การเตรียมเอกสารและคำอธิบายที่สอดคล้องกันตั้งแต่ต้นจึงสำคัญกว่าการแก้ปัญหาทีหลัง
ตรวจใบอนุญาตทนายก่อนเซ็นสัญญาใด ๆ
ทนายความในไทยต้องมีเลขทะเบียนจากสภาทนายความ ตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์สภาทนายความหรือโทรสอบถามสำนักงาน مباشرت คุณสามารถขอให้ทนายแสดงใบอนุญาตและระบุเลขทะเบียนในสัญญาจ้างได้ตามปกติ ไม่ใช่เรื่องเสียมารยาท
ระวังบริษัทที่เรียกตัวเองว่าเป็น law firm หรือสำนักงานกฎหมาย แต่จริง ๆ เป็นเพียงบริษัทรับจัดทำเอกสารวีซ่า พนักงาน他们没有ใบอนุญาตว่าความ และให้คำปรึกษาเชิงกฎหมายไม่ได้ตามกฎหมาย บริการแบบนี้ราคาถูกกว่าแต่จบที่เคาน์เตอร์เอกสาร ไม่สามารถไปยื่นแก้ต่างแทนคุณในชั้นสอบสวนหรือศาลได้
คำถามที่ควรถามก่อนมอบสำนวน
ถามตรง ๆ ว่าใครจะดูแลสำนวนจริง ใช่ทนายที่มีชื่อในสัญญาหรือลูกน้อง ถ้าเกิดนัดฉุกเฉินที่ด่านตรวจช่วงสุดสัปดาห์ ใครไปได้บ้าง และค่าจ้างครอบคลุมถึงชั้นไหน การจ้างแบบเหมาจ่ายมักไม่รวมค่าธรรมเนียมราชการ ค่าล่าม และค่าเดินทางไปต่างจังหวัด ควรขอใบเสนอราคาที่แยกรายการชัดเจนก่อนตกลง
อีกจุดที่คนมักมองข้ามคือทนายบางท่านถนัดคดีอาญาแต่ไม่เชี่ยวชาญงานคนเข้าเมือง ซึ่งเป็นคนละสนามกันโดยสิ้นเชิง ถามประสบการณ์ตรง เช่น เคยยื่นอุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนวีซ่ากี่ครั้ง และผลเป็นอย่างไร คำตอบที่คลุมเครือเป็นสัญญาณที่ควรระวัง
ค่าจ้างที่สมเหตุสมผลและกับดักที่พบบ่อย
งานยื่นวีซ่าและต่ออายุทั่วไป ค่าจ้างมักอยู่ราว 5,000–15,000 บาทต่อครั้ง ขึ้นกับประเภทวีซ่าและจำนวนผู้ยื่น ส่วนคดีที่ต้องต่อสู้กับคำสั่งเพิกถอนวีซ่าหรือคำสั่งห้ามเข้าประเทศ อาจเริ่มที่ 30,000 บาทขึ้นไปและเพิ่มตามความซับซ้อน ราคาที่ต่ำผิดปกติ เช่น 1,500 บาทรวมทุกอย่าง มักแลกมาด้วยเอกสารสำเร็จรูปที่ไม่ได้ปรับให้เข้ากับกรณีของคุณ
กับดักที่พบบ่อยที่สุดคือการจ่ายเงินก้อนใหญ่ก่อนเห็นแผนงาน ควรตกลงเป็นงวด ให้งวดแรกผูกกับการยื่นเอกสารจริง งวดต่อไปผูกกับความคืบหน้าที่ตรวจสอบได้ และเก็บหลักฐานการโอนเงินทุกครั้ง เพราะมีกรณีที่บริษัทปิดตัวกลางคันแล้วลูกค้าไม่มีทางเรียกเงินคืน
ตัวอย่างที่เจอบ่อยคือพนักงานบริษัทข้ามชาติที่ย้ายงานใหม่แต่ใบอนุญาตทำงานยังผูกกับนายจ้างเดิม เขาจ้างบริษัทแห่งหนึ่งให้จัดการเปลี่ยนนายจ้าง แต่บริษัทยื่นแบบผิดประเภททำให้ต้องออกนอกประเทศไปขอวีซ่าใหม่ทั้งครอบครัว ค่าใช้จ่ายจริงจึงสูงกว่าที่ตกลงไว้หลายเท่า การเลือกผู้ให้คำปรึกษาที่ถูกต้องตั้งแต่แรกจึงประหยัดกว่าการแก้ปัญหาทีหลังเสมอ
ข้อมูลที่ควรเตรียมและข้อผิดพลาดซ้ำ ๆ
เอกสารพื้นฐานที่ต้องมีพร้อมคือหนังสือเดินทางที่เหลืออายุเกินหกเดือน หลักฐานการเงิน ทะเบียนบ้านหรือสัญญาเช่าที่พักในไทย และหนังสือรับรองจากนายจ้าง เอกสารภาษาไทยแปลจากต่างประเทศต้องผ่านการรับรองจากสถานทูตหรือกระทรวงการต่างประเทศก่อน ช่องนี้ทำให้หลายคนต้องเลื่อนนัดเพราะลืมขั้นตอนรับรอง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือปล่อยให้วีซ่าขาดต่อเนื่องหลายวันแล้วค่อยมาปรึกษา บางกรณีสามารถขอผ่อนผันได้หากมีเหตุผลทางมนุษยธรรมหรือมีคู่สมรสเป็นคนไทย แต่ต้องมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้จริง ไม่ใช่คำอธิบายปากเปล่า อีกกรณีคือการยื่นเอกสารทางการเงินที่ไม่ตรงกับที่แจ้งไว้ในแบบฟอร์ม เจ้าหน้าที่ตรวจเทียบได้และถือเป็นเหตุปฏิเสธทันที
ผู้ที่อยู่ระหว่างรอผลการยื่นเรื่องควรเก็บบัตรนัดและสำเนาใบรับเรื่องไว้กับตัวตลอด เพราะการถูกเรียกตรวจระหว่างรอผลเป็นเรื่องที่เกิดได้ การมีทนายที่ติดต่อได้และรู้ขั้นตอนจะช่วยลดความเสี่ยงที่เรื่องเล็กจะกลายเป็นคำสั่งห้ามเข้าประเทศระยะยาว ซึ่งแก้ไขได้ยากและใช้เวลาหลายปี
